ทำบุญ
มูลนิธิ
ถาวรวัตถุ
วัตถุมงคล
สำนักเรียน
กองงานบาลี
หนเหนือ
พระธรรมทูต
ธรรมจาริก
สมาคมศิษย์
สนง.พระพุทธศาสนา
กองบาลีสนามหลวง
กองธรรมสนามหลวง
กองงานพระธรรมทูต
มหาเถรสมาคม
กรมปศุสัตว์
พระพุทธศาสนาในประเทศจีน

พระพุทธศาสนาในประเทศจีน

 

 

พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์  สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.๙)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

          พระพุทธศาสนาถือกำเนิดขึ้นในอินเดียก่อนคริสตศักราช ๖๒๓ ปี เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งอยู่ในประเทศอินเดียประมาณ ๑๗๘๐ ปี ในขณะเดียวกันก็แผ่ขยายไปสู่นานาประเทศ ปัจจุบันมีผู้นับถืออยู่ทั่วโลก ทุกชาติทุกภาษารวมแล้วประมาณ ๔๐๐ ล้านคน เรียงลำดับ ๑๐ ประเทศที่มีจำนวนประชากรนับถือพระพุทธศาสนาจากมากไปหาน้อยน่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม พม่า ศรีลังกา เกาหลีใต้ จีนไต้หวัน กัมพูชา และอินเดีย  พระพุทธศาสนามีสถานะและบทบาทสำคัญยิ่งต่อสังคมโลกปัจจุบัน เห็นได้จากการที่องค์การสหประชาชาติได้มีมติให้วันวิสาขบูชาอันเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ และให้ชาวพุทธร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันสำคัญนี้ทั้งที่สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาขององค์การสหประชาชาติเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ หลักธรรมทางพระพุทธได้ยังเป็นที่ยอมรับทั่วโลกเช่นกันว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมโลกปัจจุบัน

          ประเทศที่รับพระพุทธศาสนาไปจากอินเดียในยุคแรก คือประเทศศรีลังกา ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย พม่า กัมพูชา และลาว ยุคต่อมาก็เป็นประเทศทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะมามีบทบาทสำคัญอย่างที่เห็นในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาได้เข้าไปมีบทบาทในประเทศดังกล่าวนั้นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และวิถีชีวิตทั่วไปของคนในชาติเหล่านี้  พระพุทธศาสนาได้เข้าไปแทนที่หลักความเชื่อดั้งเดิมของคนในชาติต่างๆได้อย่างไร ? เป็นประเด็นที่น่าสนใจใคร่ศึกษาอย่างยิ่ง ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงและรวบรวมบทความทางวิชาการว่าด้วยพระพุทธศาสนาในจีน ทิเบต เวียดนาม ญี่ปุ่น จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่ผู้สนใจ อันจะอำนวยประโยชน์ทางวิชการสืบไป.

 

พระพุทธศาสนาในประเทศจีน

 

ความนำ

 

 

             พระพุทธศาสนาแผ่จากอินเดียไปสู่นานาประเทศตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  เริ่มแผ่ไปสู่จีนหลังจากทำสังคายนาครั้งที่ ๔ ที่กาศมีระ ในเบื้องต้นแผ่ขึ้นเหนือ โดยมีฐานที่มั่นอยู่ที่บามิยัน  (ปัจจุบันอาฟกานิสถานหลักฐานที่สำคัญคือพระพระพุทธรูปใหญ่  ๒ องค์ ที่หน้าผาซึ่งสร้างขึ้นประมาณ  ..๘๐๐ - ๙๐๐  โดยสกัดจากหินทราย พระองค์ใหญ่สูง  ๑๗๕  ฟุต  องค์เล็กสูง   ๑๒๐  ฟุต ปัจจุบันถูกทำลายโดยรัฐบาลตาลีบัน ความจริง เส้นทางที่พระพุทธศาสนาแผ่จากอินเดียไปเมืองจีนมี ๔ เส้นทาง ประกอบด้วย (ตอนเหนือสุดของอินเดีย () เส้นทางผ่านภูเขาหิมาลัย () เส้นทางเดินเท้าผ่านพม่า ลาว เวียดนาม () เส้นทางเรือผ่านชวา ศรีวิชัย แล้วขึ้นบกที่เมืองกวางตุ้ง

 

            ในเส้นทางสายเหนือสุดของอินเดีย พระพุทธศาสนาแผ่จากอินเดียสู่บาบิยันก่อน ต่อจากนั้นข้ามภูเขาฮินดูกูช  เข้าบัลข์  ข้ามเทือกเขาปาร์มี  เข้ากัษการ์ พุทธศาสนิกชนหรือพ่อค้าชาวเปอร์เชีย ชาวตะวันตกพักที่กัษคาร์ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้สายเหนือหรือสายใต้ 

 

            สายใต้    จากกัษคาร์  ผ่านรัฐโขตัน เดินทางมุ่งสู่ถ้ำตุนฮวง  ก่อนเข้าสู่จีนตอนกลาง รัฐโขตันนี้มีความสัมพันธ์กับแคว้นมคธอยู่บ้าง กล่าวคือสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช   อัครมเหสีของพระเจ้าอโศก ชื่อว่าพระนางกุณาละ มีนิสัยโหดร้าย  เมื่อพระเจ้าอโศกเลื่อมใสพระพุทธศาสนา  เสด็จไปไหว้ต้นโพธิ์และใช้เวลาอยู่ที่นั่นจนไม่มีเวลาอยู่กับพระนาง  พระนางอิจฉาต้นโพธิ์  เอายาพิษไปรดจนต้นโพธิ์ตาย   พวกนางสนมไม่ชอบความโหดร้ายของนางเลยหนีไปอยู่รัฐโขตัน   พากันสร้างวัดชื่อว่า  โคตมีวิหาร 

           สายเหนือ จากกัษคาร์ไปทางเหนือ  ข้ามทะเลทรายตักละมะกัน ไปถึงแคว้นกุฉะ  (กุจี) ซึ่งเป็นบ้านเดิมของกุมารชีพ ผ่านการ์ษคาร์ ผ่านเตอร์ฟาน  มุ่งสู่ถ้ำตุนฮวงก่อนเข้าสู่จีนกระจายไปตามภูมิภาคอื่น ๆ

 

            ถ้ำตุนฮวงนี้เข้าใจว่าเป็นถ้ำที่พ่อค้าสัญชาติต่าง ๆ สร้างไว้เพื่อเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพวกจาริกแสวงบุญ  ทั้งที่เป็นพุทธและไม่ใช่พุทธ  ถือเป็นถ้ำนานาชาติ  พวกพระภิกษุชาวจีนที่จะไปอินเดียก่อนยุคสมณะฟาเหียนมีมาก แต่ไปไม่ถึงอินเดีย ติดอยู่ที่แคว้นกุจฉะเสียเป็นส่วนมาก  ไปติดลาภสักการะ  ศึกษาพระพุทธศาสนาที่กุฉะนั้นแล้วกลับเมืองจีน

 

 

  ประวัติศาสตร์

 

 

             ชาวจีนเริ่มรู้จักพระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ฮั่น  .. ๓๓๗-๗๖๓  มีตำนานว่า พระเจ้าอโศกมหาราช  ตอนที่ทรงรับสั่งให้สร้างวิหาร  สถูปเจดีย์  และเสาอโศก  ๘๔๐๐๐ แล้วให้ประดิษฐานทั่วอินเดีย  ความจริงพระเจ้าอโศกไม่ได้ทรงสร้างเองทั้งหมด  แต่ประกาศเป็นนโยบายออกไป  ประชาชนที่เลื่อมใสพระพุทธศาสนาก็ช่วยกันสร้างตามพระราชประสงค์แล้วประดิษฐานไว้ทั่วชมพูทวีป  มีการพบสถูปเจดีย์และเสาอโศกในจีน ๑๙  แห่ง บางแห่งมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงว่าคนในถิ่นนั้นรับรู้พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

 

 

          .. ๖๐๐  พระเจ้ามิ่งตี่แห่งราชวงศ์ฮั่น  ทรงเป็นผู้เริ่มในการนำพระพุทธศาสนาไปสู่เมืองจีน  พระองค์ทรงสุบินเห็นเทวดาตัวสีทองอุ้มพระพุทธรูปเหาะผ่านพระราชวัง  โหรทำนายว่า  เทวดาสีทองหมายถึงพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในอินเดีย แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว  แต่คำสอนยังรุ่งเรืองในอินเดีย   พระองค์รับสั่งให้ทูตไปสืบพระพุทธศาสนา  ในยุคนั้น  ศาสนาดั้งเดิมในจีนคือ เต๋าและขงจื้อยึดครองพื้นที่  มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมประเพณีจีนค่อนข้างสูง  เต๋าเน้นการปลีกออกจากสังคม นิยมนั่งสมาธิ นั่งกรรมฐานเหมือนกับพระพุทธศาสนา ขงจื้อเน้นจริยศาสตร์  และสังคม 

 

 

          จากความฝันของพระเจ้ามิ่งตี่  ประมาณ  .. ๖๐๐  มีการส่งทูตไปสืบพระพุทธศาสนาในอินเดียและนำพระสูตร  ๔๒ ตอนจากบริเวณเอเซียกลางกลับเข้าจีน  ต่อจากนั้นก็เริ่มมีพระภิกษุชาวเอเชียกลางเดินทางเข้าจีน  ชุดแรกคือ  พระกัสสปะ มาตังคะ  ต่อมาพระอันสิเกาไปกับคณะซึ่งเป็นชาวเอเชียกลางส่วนมาก  มิใช่พระภิกษุที่เป็นชาวอินเดียแท้ ๆ   แต่เป็นพวกลูกผสม   อาจมีบางท่านเป็นชาวอินเดียแต่เข้าไปอยู่ที่วัดบริเวณเอเชียกลาง  เพราะพระพุทธศาสนาบริเวณเอเชียกลางเป็นศาสนาแบบมีชีวิต  (Living  Buddhism)  ซึ่งในอินเดียไม่ค่อยมี  เพราะฉะนั้น เวลาพระภิกษุไปจำพรรษาที่เอเชียกลาง ภารกิจคือแปลพระสูตร  อย่างอื่นทำไม่ได้  เพราะถูกจำกัดสิทธิบางส่วนคือ  คนชั้นสูงโดยเฉพาะกลุ่มที่นับถือขงจื้อกับเต๋ามาก่อน   ถวายคำแนะนำแก่กษัตริย์ให้ออกกฎข้อบังคับไม่ให้ประชาชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาสนาอย่างเต็มที่   เช่น ไม่อนุญาตให้บวช  แต่ให้ไปช่วยงานแปลคัมภีร์ไว้

 

 

             เพราะฉะนั้นงานที่พระสงฆ์จากเอเชียกลางทำได้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในจีนคือ  สร้างงานแปลคัมภีร์ขึ้นมา  โดยวางยุทธศาสตร์อย่างแรกคือ  พยายานสร้างความเป็นมิตรกับเต๋าให้มากที่สุด  เพราะเล็งเห็นความเหมือนกันในหลายด้าน ระหว่างพระพุทธศาสนากับเต๋า พระอันสิเกาเป็นชาวปาเถียร์  ไปตั้งถิ่นฐานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เมืองโลยาง(ลั่วหยาง) สร้างวัดม้าขาว (วัดแป๊ะเบ๊ยี่เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ใช้ยุทธศาสตร์การแปลคัมภีร์และสร้างมิตรกับพวกเต๋า

 

  

 

          อะไรคือลักษณะร่วมระหว่างพุทธกับเต๋า ? การผสมผสานระหว่างพุทธกับเต๋าเกิดจากการที่มีแนวคิดหลายอย่างเหมือนกัน แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้มีการผสมผสานกันโดยง่าย คือ

 

            () พิธีกรรมสาธารณะ เช่น การบูชาไม่ใช่การบูชายัญ แต่เป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกิดผลดีงาม ส่วนพิธีส่วนตัว เน้นสมาธิและสมถะเหมือนกัน  พระพุทธศาสนาเน้นชำระจิตให้บริสุทธิ์ กำจัดกิเลส งดเว้นความหรูหราฟุ่มเฟือย

 

             พระพุทธศาสนาเชื่อว่า ผู้ได้ฌานเมื่อตายไป ย่อมไปเกิดในพรหมโลก สอนเรื่องความต่อเนื่องของวิญญาณ(Indestructibility of soul)และทำให้มีการเกิดใหม่(Rebirth) ส่วนเต๋าเชื่อในดินแดนแห่งอมตภาวะในดินแดนทะเลตะวันออก แสวงหาอมตภาพในสวรรค์วิสุทธิภูมิ

 

            () ชาวเต๋าเข้ามามีส่วนร่วมในการแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาในยุคแรก ข้อนี้ทำให้เกิดความสนิทสนมกับพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และชาวเต๋าเหล่านั้นนำศัพท์พระพุทธศาสนาไปใช้ ทำให้เกิดความเหมือนกัน อีกประเด็นหนึ่ง คือ ชาวเต๋านำธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนาไปใช้ เช่น อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท นิพพาน  อนัตตา  อนิจจตา อานาปานสติ

            () ความใกล้ชิดกับพระสงฆ์และความมีหลักการสำคัญเหมือนกัน ทำให้ชาวเต๋าคิดว่า พระพุทธศาสนาเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของเต๋า  ชาวเต๋าเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นเพียงวิธีการใหม่แห่งการที่จะได้รับบรรลุอมตภาพ  นิพพานแห่งพระพุทธศาสนาไม่แตกต่างจากนิพพานเต๋า  พระอรหันต์ในพระพุทธศาสนาเหมือนกับวิสุทธชน(Chen Jen)ของเต๋า

 

            ความคิดพื้นฐานของเต๋าคือ เหลาจื้อ(เต๋า) ตายจากเมืองจีนแล้วเดินทางไปอินเดีย ไปเกิดเป็นพระศากยมุนีพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วก็เดินทางกลับมาที่เมืองจีน มีการเชื่อมโยงกันด้านศาสนาตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนากับผู้ก่อตั้งเต๋าเป็นคนคนเดียวกัน

 

 

สรุปสถานการณ์พระพุทธศาสนาในจีน

 

 

 

          ยุคที่ ๑  ต่อจากสมัยราชวงศ์ฮั่น

 

         

 

          ยุคราชวงศ์ชินตะวันออกประมาณ  .. ๘๐๐ - ๙๐๐  พระพุทธศาสนาในจีน  มีรากฐานอยู่ในคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา   กิจกรรมทางด้านพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการแปลคัมภีร์เป็นส่วนมาก  นักแปลที่มีชื่อมากที่สุดคือ  กุมารชีพ  มีความสามารถทางภาษาถึง ๑๐  ภาษา  เป็นชาวแคว้นกุจฉะ กุมารชีพรู้มากถึง ๑๐  ภาษาจึงเป็นนักแปลได้  พ่อของกุมารชีพเป็นชาวอินเดีย  ชื่อว่า กุมารายณะ  แม่เป็นชาวกุฉะ  ชื่อว่า  ชีวา   ชื่อพ่อและแม่รวมกันเป็นกุมารชีพ  

          พระพุทธศาสนายุคราชวงศ์ชิน ตะวันออก  ประมาณ พ.. ๘๐๐ - ๙๐๐  ถือคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาเป็นหลัก    เพราะฉะนั้น สำนักต่าง ๆ  ที่ปรากฏชื่อประมาณ ๗ สำนัก จึงเป็นสำนักในเชิงปรัชญาทั้งหมด  โดยมีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาเป็นพื้นฐาน   พระพุทธศาสนาจึงปรากฏในลักษณะวิชาการมากกว่าเชิงปฏิบัติ   ในปลายยุคราชวงศ์ชินตะวันออก  พระจีนที่เข้ามาสืบค้นพระพุทธศาสนาในอินเดีย   เริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้นโดยมีท่านสมณะฟาเหียน  เป็นคนแรกที่เดินทางไปถึงอินเดีย  เข้าทางอินเดียเหนือแล้วกลับมาทางเรือ  ตำนานบอกว่าท่านไปศรีลังกาด้วย  ผ่านประเทศไทยแถวบริเวณอาณาจักรศรีวิชัย  แล้วขึ้นเรือที่กวางตุ้ง เข้าอินเดียทางเหนือ กลับเมืองจีนทางใต้   เพราะเอาคัมภีร์กลับไปมาก  จึงต้องบรรทุกเรือสำเภาของพวกพ่อค้า แต่ไม่ว่าจะเป็นทางเกวียนหรือเรือ  ก็ต้องอาศัยชาวบ้านทั้งนั้น  พวกพ่อค้ากลับจากขายสินค้า  พาหนะว่าง พระภิกษุเลยขอร้องให้ช่วยขนคัมภีร์กลับ  ตอนมาเอาสินค้ามาขาย  เมื่อขายสินค้าหมด พาหนะว่าง ตอนเดินทางกลับเลยเอาพาหนะช่วยขนคัมภีร์ให้พระ

 

 

 

          ยุคที่    ยุคต่อมาครอบคลุม    ราชวงศ์ 

 

 

 

                    ราชวงศ์หลิวสุง         ..   ๙๖๒ -๑๐๒๒

 

                    ราชวงศ์ฉี                 .. ๑๐๒๒ - ๑๐๔๕

 

                    ราชวงศ์เหลียง          .๑๐๓๖๑๑๐๐

 

                    ราชวงศ์เชิน              .๑๑๐๐ - ๑๑๓๒

            แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ  เพียง ๑๖๙  ปี  ก็มีการสำรวจสำมะโนจำนวนประชากร สำรวจจำนวนพระภิกษุและวัดไว้ด้วย  ในช่วงสั้นๆ  สมัยราชวงศ์หลิวสุง  มีพระภิกษุ ๓๖,๐๐๐  รูป  มีวัด  ,๙๖๓  วัด   สมัยราชวงศ์ฉี  มีพระจำนวน  ๓๒,๐๐๐  รูป  มีวัด  ,๐๐๐  แห่ง  สมัยราชวงศ์เหลียง มีพระจำนวน ๘๒,๐๐๐  รูป  มีวัด ๒,๘๐๐  วัด  เมื่อเทียบกับประชากรจีน  ถือว่าจำนวนพระยังน้อยอยู่  วัดก็ยังไม่มาก    มีสาเหตุสำคัญ ๒-๓ ประการที่ทำให้จำนวนพระภิกษุน้อยและวัดมีจำนวนไม่มากเท่าที่ควร สาเหตุหลักมาจากพวกปุโรหิตที่นับถือลัทธิเต๋าและขงจื้อ    กล่าวหาว่าพระพุทธศาสนาในหลายเรื่อง เช่น

 

             () เรื่องสร้างวิหาร เจดีย์ และศาสนสถาน  มีลักษณะเป็นการเลียนแบบราชสำนัก เลียนแบบสิ่งก่อสร้างพระราชวัง แล้วก็เอาระฆังไปตั้งไว้ในวัด  ตีบอกสัญญาณเวลา  เป็นการลดความสำคัญของนาฬิกาทรายที่ราชสำนักมอบให้ชาวบ้านใช้บอกเวลาประจำหมู่บ้าน   (ประเพณีการใช้นาฬิกาทรายสืบทอดมาจากนาลันทาข้อกล่าวหานี้แม้จะไม่หนักหนาแต่เหมือนกับแมลงหวี่ตอมตาช้าง

 

            . พระภิกษุในพระพุทธศาสนายุยงให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องต่อราชสำนัก  โดยการสร้างงานขึ้น  หางานให้ประชาชนทำแทนราชสำนัก  งานที่พระพุทธศาสนาให้แก่ประชาชนก็คืองานแปลคัมภีร์ 

            . พระภิกษุเทศน์สอนประชาชนเรื่องทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  เรื่องทำดีได้รับรางวัล  ทำชั่วได้รับการลงโทษ  สร้างบทลงโทษแทนกฎของสวรรค์  ที่ฝ่ายปุโรหิตลัทธิดั้งเดิมเขาพูดไว้ว่า  สวรรค์ลงโทษ  สวรรค์ให้คุณ  สวรรค์ให้โทษ  พวกปุโรหิตบอกว่า พระภิกษุสร้างความหงุดหงิดเคืองใจให้แก่สวรรค์  ข้อกล่าวหาเล็กๆ น้อยๆ นี้เป็นตัวจำกัดความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาทั้งจำนวนพระภิกษุ จำนวนวัดและพิธีกรรมต่างๆ

 

 

          ยุคที่ ๓ ราชวงศ์ถัง  .. ๑๑๕๑ - ๑๔๕๐

 

         

 

          ยุคราชวงศ์ถังเป็นยุคทอง  แม้กระนั้นก็เหมือนไม่ใช่ยุคทอง  เหมือนสมัยพระเจ้าอโศกในอินเดียซึ่งเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนา     แต่ว่าพร้อม ๆ กับความรุ่งเรืองก็มีความเสื่อมแทรกอยู่ มีคนจำนวนมากปลอมบวชเป็นพระภิกษุ  มีศาสนาธรรมปลอม  ศาสนาวัตถุปลอมมาก พระถังซำจั๋ง (สมณะเฮี่ยนจั๋ง) ซึ่งเป็นพระในราชวงศ์ถัง  เดินทางมาอินเดียตอนเหนือแล้วนำคัมภีร์กลับเมืองจีนทางตอนเหนือของอินเดียเหมือนกัน  เอาคัมภีร์กลับจีนเป็นจำนวน  ๖๕๗  เรื่อง   ๕๒๐  หัวข้อ ซึ่งต่อมามีการแปลเป็นภาษาจีนได้เพียง  ๗๓  เรื่อง  ที่ว่ารุ่งเรืองแล้วมีความเสื่อมแทรกเข้ามาด้วย  ก็คือ ประมาณ พ.. ๑๓๘๘ มีการสำรวจสัมมะโนประชากร มีพระจำนวน ๒๖๐,๐๐๐ รูป ในราชวงศ์ถัง มีวัดจำนวน ๔๖,๐๐๐ วัด  มีสถูป  ๔๐,๐๐๐  เป็นพระของนิกายสัทธรรมปุณฑริกสูตร  นิกายเทียนไท้  และนิกายฌาน    เมื่อจำนวนพระมีมากเกินไป  จึงเริ่มมีการจำกัดจำนวนพระลงมา เพราะกลัวว่าจะเป็นพระปลอม  มีการสังคายนาพระธรรมวินัยและบังคับให้พระลาสิกขา(สึก)ไป มีการทำลายวัดหลายแห่งซึ่งเป็นวัดที่ผิดกฎหมาย  จำนวนพระภิกษุภิกษุณี  ต้องมีการขึ้นทะเบียนไว้อย่างเป็นทางการ

 

            นักปราชญ์อีกท่านหนึ่งคือสมณะอี้จิง เป็นผู้ที่บันทึกร่องรอยการสืบสานพระพุทธศาสนาไว้มากตามเส้นทางที่ท่านเดินทาง    ท่านอี้จิงเดินทางเรือกลับทางเรือ ใช้เวลาศึกษาตลอดเส้นทางยาวนานที่สุด  จากท่าเรือกวางตุ้งของจีนไปที่ท่าเรือตามรลิปติของอินเดียใช้เวลา  ๒ ปี  สันนิษฐานว่าสมณะอี้จิงมาอยู่แถวอาณาจักรศรีวิชัยหลายเดือน    มีบางคนบอกว่า  อาณาจักรศรีวิชัยเป็นที่ศึกษาภาษาสันสกฤตของพระจีนก่อนเข้าอินเดีย    เรียนให้อ่านออกเขียนได้  ก็จะไปแปลคัมภีร์ในอินเดีย

 

 

 

            ในสมัยราชวงศ์ถัง  การที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก ทำให้มีความเสื่อมแทรกอยู่ คือ รัฐเข้ามาคุมอำนาจ บริหารจัดการคณะสงฆ์เกือบทั้งหมด  ควบคุมดูแลออกกฎหมาย  รัฐบาลเข้ามาดูแลจัดระบบให้พระสงฆ์  ตั้งแต่การบวชเป็นพระ   การแต่งตั้งสมณศักดิ์  การบริหารการจัดการในวัด  เพราะฉะนั้น จำนวนพระภิกษุภิกษุณีจึงลดลง เดิมพระภิกษุมี  ๒๖๐,๐๐๐ รูปเริ่มลดลงในปลายราชวงศ์ถัง  เหลือจำนวนพระภิกษุเพียง  ๗๕,๐๐๐  รูป ภิกษุณีเหลือเพียง  ๕๐,๐๐๐

 

 

 

           มีคนนิยมบวชเป็นพระมาก รัฐก็เข้ามาจัดการ  โดยตั้งข้อกำหนดว่า ถ้าจะบวชต้องมีประกาศนียบัตรรับรองคุณสมบัติซึ่งออกให้โดยรัฐ ต้องจ่ายค่าบวชแล้วรับใบเสร็จไปขอบวช  จำนวนพระก็มีกำหนดแน่นอน  คือ ฆราวาสคนหนึ่งจะบวชได้ก็ต่อเมื่อมีพระรูปหนึ่งมรณภาพหรือลาสิกขา(สึกมีตำแหน่งว่างแล้วมีคนไปสวมแทน  เหมือนตำแหน่งพระราชาคณะในเมืองไทย  ต้องมีพระราชาคณะรูปหนึ่งมรณภาพหรือลาสิกขาแล้วจึงจะแต่งตั้งคนใหม่เข้าสวมแทน  มีการสอบวัดคุณสมบัติก่อนบวช  คนที่จะบวชเป็นพระภิกษุต้องท่องได้ไม่น้อยกว่า  ๑๕๐ สูตร คนที่จะบวชเป็นภิกษุณีท่องได้ไม่น้อยกว่า  ๑๐๐ สูตร  สอบข้อเขียนแล้วจึงสอบด้วยการสัมภาษณ์   ในระหว่างนี้มีเหตุแทรกซ้อนคือ  มีกบฎลูซานเกิดขึ้น  รัฐต้องใช้เงินไปลงทุนปราบกบฎ  จำต้องระดมทุนเข้าท้องพระคลังโดยมีนโยบายคือ การขายประกาศนียบัตรในการบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา  และบวชเป็นพระในลัทธิเต๋า

 

 

 

            สาเหตุหนึ่งที่มีคนต้องการบวชเป็นพระมาก คือบวชแล้วฐานะมั่นคงขึ้น  ข้อสำคัญคือไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารไปออกรบ  ประเพณีนี้เมืองไทยก็ถือปฏิบัติอยู่ พระภิกษุสามเณรได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหาร เมื่อสอบได้นักธรรมชั้นตรีขึ้นไปก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร  ในเมืองจีนครั้งนั้น มีหลักฐานบอกว่า พระภิกษุบางองค์ทำหน้าที่ออกเงินกู้ให้ทหาร 

 

            ยิ่งมีการจำกัดจำนวนพระเข้มงวด ยิ่งมีคนอยากบวชมาก จึงทำให้ราคาประกาศนียบัตรเพิ่มขึ้น  ยิ่งเมื่อเกิดกบฏลูซาน รัฐต้องการระดมทุน มีการเพิ่มจำนวนพระ  เกิดระบบนายหน้า  มีการรับประกาศนียบัตรบวชพระไปขายต่อ สถานการณ์ในศาสนาพุทธเลยยุ่งเหยิงพอสมควร    สรุปได้ว่า

 

            .. ๑๒๗๒ มีการขึ้นทะเบียนพระจำกัดจำนวนพระอย่างชัดเจน  โดยรัฐเป็นผู้กำหนด  ฆราวาสคนหนึ่งจะบวชได้ก็ต่อเมื่อมีพระรูปหนึ่งมรณภาพหรือลาสิกขาก่อน  มีระบบการเก็บค่าธรรมเนียมการบวชอย่างชัดเจน  มีการกำหนดประเภทของพระสงฆ์  ไว้  ๓ ประเภท คือ

 

            () พระหลวง  (Official  Monk-ราชกุลุปกะเป็นพระประจำราชสำนัก  พระของรัฐ  ทำหน้าที่ประกอบพระราชพิธี และรัฐพิธี  มีวัดสำหรับพระหลวง  ๔๗ วัด

 

           () พระเอกชน (Private  monk-กุลุปกะ) พระประจำตระกูล คล้ายกับพระรับบาตรประจำครอบครัว (บิณฑบาตประจำ) อุปถัมภ์ไว้  มีวัดสำหรับพระเอกชน  ๘๗๙  วัด

           () พระของประชาชน (Public  monk) หรือ Monk  of  people มีวัดสำหรับพระของประชาชน  ๓๐,๐๐๐  วัด

 

 

ข้อกำหนดเบื้องต้นในการบวช

 

 

          มีข้อกำหนดเบื้องต้นในการบวช อนุวัตตามนัยแห่งพระวินัย แต่มีบางประเด็นที่กำหนดให้สอดคล้องกับสภาพสังคม เช่น

          () ผู้จะบวชต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๔ ปี

 

() ไม่เคยผ่านการบวชมาก่อน

 

() สอบผ่านการท่องพระสูตร ชายต้องท่องได้ ๑๕๐ ผูก(Leave) หญิงท่องได้ ๑๐๐ ผูก นอกจากนี้ยังต้องสอบผ่านข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ บรรยายธรรม ปฏิบัติกรรมฐาน

 

 

พุทธบริษัท 

 

                   รัฐธรรมนูญจีนกำหนดพุทธบริษัทไว้ ๔ คู่ รวมเป็น ๘ กลุ่ม  คือ

 

                   (นาคหรือพ่อขาวและแม่ขาว บำเพ็ญตนเป็นอนาคาริก

 

                   (สามเณรและสามเณรี

 

                   (ภิกษุและภิกษุณี

 

                   (อุบาสกและอุบาสิกา

 

การบริหารกิจการคณะสงฆ์

 

          การบวชเป็นพระสามารถยกฐานะของตัวเองได้พอสมควร มีหลักฐานระบุว่า ชาวบ้านยืมเงินพระ หรือพระออกเงินกู้ให้ทหาร โครงสร้างสังคมของพระมีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐจึงจำเป็นจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแล จำนวนวัด พอสรุปได้ดังนี้

 

 

()

สมัยราชวงศ์ชินตะวันตก

(.. ๘๐๘๘๕๙)

มีวัด   ๑๘๐

 

()

สมัยราชวงศ์ชินตะวันออก

(..๘๖๐๙๖๓)

มีวัด   ๑๖๘

 

()

สมัยราชวงศ์เลียว สุง

(..๙๖๓๑๐๒๒)

มีวัด   ,๙๑๓

 

()

สมัยราชวงศ์ฉี

(..๑๐๒๘๑๐๔๕)

มีวัด   ,๐๑๕

 

()

สมัยราชวงศ์เหลียง

(..๑๐๔๕๑๑๐๐)

มีวัด   ,๘๔๖

          สมัยราชวงศ์เวยเหนือ(Northern Wei-..๙๒๙๑๐๗๗) มีการสำรวจและแบ่งประเภทวัด โดยวัดหลวงมี ๔๗ แห่ง วัดเอกชนหรือวัดขุนนาง มี ๘๓๙ แห่ง และวัดราษฎร์มี ๓๐,๐๐๐

 

 

วิธีสืบทอดพระไตรปิฏกในจีน

 

 

            ในยุคต้น ๆ  มีการแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนามาก  การแปลมีหลายวิธี  และลำบากมากที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนาเป็นผู้บรรยายให้ฟังเป็นภาษาบาลีสันสกฤต  แล้วมีคนฟังรู้เรื่องไปบันทึกเป็นภาษาจีน    มีกรรมการขัดเกลาภาษา  ก่อนดำเนินการแปลเป็นภาษาจีน

 

            อย่างไรก็ตาม   พระไตรปิฏกเมืองจีนมีการสืบทอดกันเรื่อยมาในลักษณะบิดเบือนเปลี่ยนแปลงมาก  เพราะมีการเปลี่ยนแปลงประโยคเดิม  เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจีนบ้าง  ข้อความตอนไหนอ่านยาก  ถ้าน่าสนใจก็ปรับให้อ่านง่ายขึ้น  มีลักษณะในเชิงนิยาย  หรือเป็นนิทานมากขึ้น  หรือตัดข้อความซ้ำๆออก  ซึ่งข้อความซ้ำๆนี้มีนัยสำคัญ  เป็นเสน่ห์ของพระไตรปิฎก  การแปลจะตัดข้อความซ้ำๆออก  หรือข้อความยาวก็เอาเฉพาะตอนกลางมา  ตัดตอนต้นกับตอนปลายออก  เอาแต่ตอนกลางมา  หรือถ้าข้อความที่มีคำอธิบายยาวเกินไป  ก็จะเอาเฉพาะตอนต้น  เพราะฉะนั้น พระไตรปิฎกจีนจึงมีลักษณะผิดแผกจากต้นฉบับ ไม่เหมือนพระไตรปิฎกตามประเพณีเถรวาท  เริ่มมีการแกะบล็อกพิมพ์พระไตรปิฎกจีนเมื่อ  ..๑๕๑๕ แกะบล็อกเสร็จประมาณ  ๑๓๐,๐๐๐ บล็อก  พัฒนาการด้านการพิมพ์เริ่มมาเป็นขั้นตอน สำนวนปัจจุบันพิมพ์เมื่อประมาณ  ..๒๔๖๗ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่คนทำหน้าที่บรรณาธิการไม่ใช่ชาวจีน  เป็นชาวญี่ปุ่นชื่อ  ตะกากุสุ  เป็นบรรณาธิการพระไตรปิฎกจีน  รวบรวมพระสูตรได้  ,๓๖๐ สูตร  เนื้อหาพระไตรปิฎก  มิได้มีเฉพาะคัมภีร์(บาลี)อย่างเดียว  แต่มีทั้งอรรถกถา  ฎีกา  พุทธประวัติรวมเข้าด้วยกัน  พระไตรปิฎกฉบับปัจจุบันจึงแบ่งเป็น    หมวดคือ ทีรฆอาคม (ทีฆนิกาย) มัชฌิมนิกาย (มัธยมาคม)   สังยุตตนิกาย(สังยุกตอาคมและอังคุตตรนิกาย (เอโกตตราคม) แต่ว่าการสืบทอดจะเป็นลักษณะเก็บเอาไว้เป็นแหล่งศึกษา  ซึ่งคนมีการศึกษาน้อย  ตั้งแต่ราชวงศ์ถัง เป็นต้นมา  พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชสำนัก  กษัตริย์ถังไท้จง  มอบพระราชธิดาชื่อเหวินเฉิงให้เป็นมเหสีของกษัตริย์ทิเบตชื่อ  ซองต์สันกัมโป  เพื่อสร้างสัมพันธ์กันทางพระพุทธศาสนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  เพื่อให้พระนางเหวินเฉิงไปช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทิเบต

 

            แต่เมื่อระบบกษัตริย์สิ้นสุดลง  พระพุทธศาสนาในเมืองจีนก็อยู่ในฐานะลำบาก  ..๒๔๙๐ ในยุคเหมาเจ๋อตุง  วัดถูกจำกัดสิทธิ์ในการครอบครองสมบัติ  ประมาณ พ..๒๔๙๓ นักบวชในพุทธศาสนาและนักบวชในศาสนาเต๋าถูกจำกัดสิทธิ  ให้พระภิกษุอยู่ในฐานะคนงานในวัด  (Religious  Worker)  พระภิกษุถูกลดฐานะให้เป็นชนชั้นกาฝากสังคม  (Parasite  on  Society)  ในยุคหนึ่งที่มีการกล่าวเสมอว่า  “พระเป็นกาฝากของสังคมแนวคิดนี้แผ่มาจากจีน 

 

 

นิกายสำคัญและสารธรรม

 

 

            นิกายลุกจง  (วินัย)

 

           ในสมัยพระธรรมกาลเดินทางจากอินเดียเข้าสู่จีน เริ่มมีการบวชให้กุลบุตรจีน โดยยึดพระวินัยของนิกายมหาสังฆิกะเป็นหลัก ต่อมา มีการประมวลรวมพระวินัยปิฎกของนิกายธรรมคุปต์ สรวาสติวาทิน มหิศาสกะ และแปลเป็นภาษาจีนในกาลต่อมา

           ศีลของพระภิกษุ  ๒๕๐ แบ่งเป็นปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ ปาจิตตีย์ ๑๒๐ อนิยต ๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขากรณีย์(เสขิยะ) ๑๐๐  อธิกรณสมถะ ๗

 

           ศีลของภิกษุณี      ๓๔๘  แบ่งเป็นปาราชิก ๘  สังฆาทิเสส ๑๗  ปาจิตตีย์  ๒๐๘  ปาฏิเทสนียะ ๘ สิกขากรณีย์(เสขิยะ) ๑๐๐  อธิกรณสมถะ ๗

 

           พระวินัยของนิกายนี้เป็นประมวลพระวินัยของหลายนิกายเข้าด้วยกัน การรักษาพระวินัยไม่ได้เน้นที่บทบัญญัติ แต่เน้นที่สภาวจิตที่เป็นกุศล ซึ่งจะก่อให้เกิดเมตตาธรรมและกรุณาธรรม พระวินัยจึงอยู่ในฐานะกุศลสังคหศีล-การประกอบกุศลไม่ขาดและสัตตวารถกริยาสังคหศีล-การบำเพ็ญประโยชน์

 

 

          นิกายกู้เสี่ยจง (อภิธรรมโกศะ)

  เป็นนิกายที่ถือคัมภีร์อภิธรรมโกศะเป็นหลัก ท่านวสุพันธุเป็นผู้เขียนคัมภีร์นี้ เป็นนิกายที่สืบทอดมาจากสรวาสติวาทินหรือไวภาษิกะ ปรัชญาสำคัญ คืออาตมันไม่มีอยู่จริง แต่สภาวธรรมที่รองรับ เช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ มีอยู่จริง

 

 สิ่งทั้งปวงมีสภาวะของตัวเอง ดำรงอยู่โดยปรมัตถ์ มีอยู่แม้จะปราศจากจิต และมีอยู่ตลอดกาลทั้ง ๓   สำนักอภิธรรมโกศะรุ่งเรืองอยู่ในยุคของสมณะเฮี้ยนจั๋ง หลังจากยุคนี้เล็กน้อย ได้เสื่อมลงกลายเป็นแขนงหนึ่งของสำนักโยคาจาร

 

 

          นิกายเทียนไท้ ของฉีอี้ (สัทธรรมปุณฑริกสูตร)

           คัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาและมาธยมิกศาสตร์เป็นพื้นฐานของปรัชญาเทียนไท้ ต่อมามีการขยายความคัมภีร์ทั้ง ๒ และคณาจารย์จีนได้ตั้งสำนักขึ้นบนภูเขาเทียนไท้ เรียกชื่อสำนักว่าเทียนไท้จง

 

           ในยุคต่อมา ปรากฏว่า คัมภีร์สัทธธรรมปุณฑริกสูตรเป็นคัมภีร์สำคัญของนิกายเทียนไท้  นโยบายสำคัญคือ รวมสัตว์โลกเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วจัดกลุ่มออกไปตามความแก่กล้าของอุปนิสัยของแต่ละกลุ่ม

 

          การใช้นโยบายปรับระดับอุปนิสัย แนวคิด และอัธยาศัย นิกายเทียนไท้บอกว่า พระพุทธเจ้าทรงจำแนกกลุ่มสัตว์โลกก่อนแสดงธรรม กลุ่มที่มีอุปนิสัยแก่กล้าคือพระโพธิสัตว์ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟังก่อน เรียกว่ายุคอวตังสกะ ทรงใช้เวลาเพียง ๑๗ วัน

 

           กลุ่มที่มีอุปนิสัยแก่กล้าหย่อนลงมาคือพระสาวก มีโอกาสได้ฟังธรรมในยุคต่อมา เรียกว่า ยุคอาคม  คำว่า อาคม   หมายถึงคุณธรรมที่เกิดขึ้นในตัวของแต่ละบุคคล ยุคนี้มีการตรัสรู้ธรรมมากโดยเฉพาะในกลุ่มของบุคคลที่มุ่งความหลุดพ้นเฉพาะตน บางครั้งจึงเรียกว่า ยุคสาวกยาน ทรงใช้เวลา ๑๒ ปี

 

           กลุ่มต่อมามีอุปนิสัยแก่กล้าเหมือนกับกลุ่มแรก มีวิธีคิดเหมือนกัน แต่มีอัธยาศัยกว้างขวาง  จึงมีความแตกต่างใน ๒ เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงใช้กับคนกลุ่มนี้ คือ () พระสูตรหรือพระธรรมเทศนา () วิธีการแสดง

 

           พระสูตรที่ทรงแสดงมีเนื้อหาครอบคลุมในวงกว้าง แทนที่จะมุ่งแสดงเฉพาะแก่พระสาวกก็แสดงแก่อุบาสกอุบาสิกา นอกจากนี้ยังเน้นสาระเชิงปฏิบัติ สอดคล้องกับสภาพจริงของชีวิต จำกัดเนื้อหาอยู่ในเรื่องหลัก คือ ตถาคตครรภ์ ธรรมกาย พุทธภาวะ โพธิจิต ส่วนวิธีการแสดง ทรงใช้วิธีการบรรยายภาพเหตุการณ์มากขึ้น ทรงยกกรณีตัวอย่างบางเรื่องเพื่อปลุกเร้าจิตใจของผู้ฟังให้ฮึกเหิม ยุคนี้เรียกว่า ไวปุลยะ  ทรงใช้เวลา ๘ ปี

 

           กลุ่มต่อมามีคุณสมบัติหมือนกับกลุ่มในยุคไวปุลยะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาลึกซึ้ง เช่น ปรัชญาปารมิตา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ฟัง ความยึดมั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรสละทิ้งเฉพาะในส่วนอกุศลธรรมเท่านั้น ยังรวมถึงกุศลธรรมด้วย ความว่างไม่ได้มีเฉพาะในสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความว่างแห่งธรรมด้วย

 

           วิธีคิดที่พึงประสงค์ คือ การทำลายขอบเขตแห่งความคิด หรือคิดอย่างไร้ขอบเขต ไม่เพียงแต่ทำลายพรมแดนแห่งเขากับเราเท่านั้น แต่ยังต้องทำลายพรมแดนสรรพธรรมอีกด้วย ยุคนี้ทรงใช้เวลา ๒๒ ปี

 

           กลุ่มสุดท้าย เป็นประชาคมของคนทุกประเภท รวมถึงสัตว์ทุกชนิดด้วย เป็นผลจากการที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนาในแต่ละยุค คนที่รวมอยู่ในกลุ่มนี้ผ่านจากการกลั่นกรองในยุคทั้ง ๔ ดังกล่าวแล้ว  ทรงปรับความคิดของสัตว์โลกทุกชนิดให้อยู่ในแนวเดียวกัน(เอกยาน) ให้กำจัดความแตกต่างโดยสิ้นเชิง ยุคนี้ทรงใช้เวลา ๗ ปี

 

           นิกายเทียนไท้เชื่อว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลา ๔๙ ปี ๑๗ วันในการปรับระดับอุปนิสัย ความคิดและอัธยาศัยของสัตว์โลก นอกจากนี้ เทียนไท้ยังสะท้อนนโยบายของตนไว้ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร  แสดงแนวคิดว่า เอกภาพในพหุภาพ และพหุภาพในเอกภาพ พระพุทธศาสนาสำหรับปัจจุบันอย่างแท้จริง คือ นิกายเทียนไท้

 

          ท่านฉีอี้  (รู้จักกันในนามว่าพระพุทธเจ้าน้อย =Little  Buddha)  เป็นกำลังสำคัญของนิกายนี้ แพร่หลายอยู่บริเวณเมืองนานกิง อยู่ใกล้ทะเล ใกล้เมืองเซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน  ชาวบ้านมีอาชีพทำการประมงเป็นส่วนมาก  นิกายเทียนไท้มีสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นพื้นฐานสำคัญ  ตอนแรกถือคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา  ยุคหลังเปลี่ยนมาถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร  ซึ่งเป็นหนึ่งในสูตรกลุ่มปุณฑริกสูตร อันประกอบด้วย อสังขยสูตร สัทธรรมปุณฑริกสูตร และโพธิสัตตวสมาธิสูตร นิกายเทียนไท้พยายามเชื่อมโยงโลกธาตุหลายๆ ส่วนเข้าด้วยกัน เนื้อหาของสัทธรรมปุณฑริกสูตรพูดถึงธาตุ ๑๐ มีอยู่ในตัวสัตว์โลกทุกตัวตน  สัทธรรมปุณฑริกสูตรถือกันว่าเป็นเพชรหนึ่งในเก้าหรือนวธรรมของมหายาน ประกอบด้วย()สัทธรรมปุณฑริกสูตร()อัษฏสาหสริกาปรัชญาปารมิตา ()กัณฑวยูหสูตร   ()ทสภูมิสวระ ()สมาธิราชสูตร()ลังกาวตารสูตร (ตถาคตาคหยกะ  (ลลิตวิสตระ (สุวรรณประภาส

 

 

          กุมารชีพกับสัทธรรมปุณฑริกสูตร

 

 

 

          พระสูตรนี้มีทั้งหมด  ๒๘  บท  เริ่มแปลเป็นภาษาจีน  ประมาณ  .. ๘๒๘  ต่อจากนั้นก็มีการแปลเรื่อยมา ฉบับที่ท่านกุมารชีพแปลเป็นที่นิยมมากที่สุด  ท่านกุมารชีพเรียนสัทธรรมปุณฑริกสูตรกับอาจารย์ชื่อ  สูรยโสมะ (สูรยโสมะ  แปลว่า พระอาทิตย์และพระจันทร์) ที่แคว้นกุฉะ   กุมารชีพไปศึกษาพุทธศาสนาในอินเดีย  บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ    ปี  เมื่อเดินทางกลับมาแคว้นกุจฉะ ได้ไปเรียนคัมภีร์กับสูรยโสมะ  อาจารย์สูรยโสมะได้ฝากสัทธรรมปุณฑริกสูตรไว้กับกุมารชีพและได้บอกว่า พระอาทิตย์คือพระพุทธเจ้า  ตกไปทิศตะวันตก  และรัศมีแผ่มาถึงทิศตะวันออก  สัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นสะพานเชื่อมตะวันตกตะวันออก  เพราะฉะนั้นจึงควรเผยแผ่พระสูตรนี้ได้ดี  

 

          ถามว่า   “สัทธรรมปุณฑริกสูตรนี้แต่งขึ้นเมื่อไร ?”  ไม่ปรากฏหลักฐานว่าแต่งไว้ตั้งแต่เมื่อไร  สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากกลุ่มคมที่มีแนวคิดเหมือนกัน ไปรวบรวมแนวคิดแปลกใหม่ มาไว้กลุ่มเดียวกันกลายเป็นสัทธรรมปุณฑริกสูตร  มีการแปลเป็นภาษาจีน    ฉบับ 

          กุมารชีพเกิด  .๘๘๗  บิดาชื่อ  กุมารายณะ  มารดาชื่อ  ชีวา  เป็นชาวแคว้นกุจฉะ  เดินทางไปจีนเพราะอาสาเป็นตัวประกันแทนประชาชนแคว้นกุจฉะ เรื่องมีอยู่ว่า เกิดสงครามระหว่างจีนกับแคว้นกุฉะ เมื่อแคว้นกุฉะพ่ายแพ้ จีนต้อนเอาประชาชนแห่งแคว้นกุฉะไปเป็นตัวประกัน แต่กุมารชีพอาสาไปแทน เมื่อไปถึงเมืองจีนแล้วเลยถือโอกาสประกาศพระพุทธศาสนา ทำหน้าที่เป็นอุปัชฌาย์ของบวชให้กุลบุตรจีน  กุมารชีพมรณภาพเมื่อ พ..๙๕๖  มีความรู้ ๑๐ ภาษา แปลหนังสือมากกว่า  ๑๐๐  เรื่อง

 

          กษัตริย์เยาชินเลื่อมใสกุมารชีพมากจึงอยากให้มีคนสืบทอดเชื้อสาย บังคับให้กุมารชีพแต่งงาน  ท่านไม่ยอมแต่ง  แต่กษัตริย์เยาชินอยากมีบุตรสืบทอดเลยสั่งให้คนแอบเอาเหล้าให้กุมารชีพดื่มจนเมาไร้สติ  ในที่สุดมีเพศสัมพันธ์กับสตรีนางหนึ่งด้วยความเมา  ในตอนใกล้ตาย  ท่านได้ตั้งคำอธิษฐานไว้ว่า  ข้าพเจ้าถูกบังคับให้ละเมิดศีลด้วยการแต่งงาน  แต่ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า  ศีลที่ข้าพเจ้าแสดงไว้  ไม่ขัดต่อพุทธประสงค์  ถ้าข้าพเจ้าซื่อสัตย์ในศีลของข้าพเจ้า  ลิ้นของข้าพเจ้าจะเหลืออยู่เมื่อร่างกายถูกเผา ในตอนเผามีตำนานเล่าว่า  เมื่อร่างกายถูกเผา ลิ้นของท่านไม่ไหม้ เปล่งรัศมีสว่างไปทั่วจนกระทั่งปัจจุบัน  ลิ้นก็คือ  สัทธรรมปุณฑริกสูตร 

 

          ท่านฉีอี้เป็นสังฆนายกองค์ที่ ๓ ของนิกายสัทธรรมปุณฑริกสูตร  เป็นคนสืบทอดนิกายนี้ในเมืองจีน  ทำให้นิกายนี้มีอิทธิพลในจีนอย่างมหาศาล  นิกายเทียนไท้แสดงสัจจะไว้ ๓ อย่าง คือ

 

                   ศูนยตา  (Emptiness) หมายถึง สัมโภคกายของพระพุทธเจ้า  

 

                   อนิจจตา  (Impermanence) หมายถึง นิรมาณกาย 

                   มัชฌิมา  (Middleness) หมายถึง ธรรมกาย

 

                    นิกายสัทธรรมปุณฑริกสูตรเข้มแข็งมาก พระญี่ปุ่นเมื่อเดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนาในจีน ได้ศึกษาสัทธรรมปุณฑริกสูตรแล้วนำไปเผยแผ่ในญี่ปุ่น  ประมาณ  ..๑๑๔๑  เจ้าชายอุบายาโดะ  ของญี่ปุ่น  (หรือพระนามที่เรียกต่อมาว่า โชโตกุไดชิศึกษาสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างแตกฉานแล้วเอาคัมภีร์นี้ไปเป็นพื้นฐานสร้างธรรมนูญของญี่ปุ่น  ๑๗  มาตรา  เป็นการวางรากฐานวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่นทั้งหมด  โดยมีสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นพื้นฐาน นิกายที่เป็นพระพุทธศาสนาปัจจุบัน (Living Buddhism) ก็คือเท็นได(สัทธรรมปุณฑริกสูตร) ผู้ที่สืบทอดแนวทางของเท็นไดปัจจุบันคือกลุ่มนิจิเรน 

 

 

          เนื้อหาโดยสรุปของสัทธรรมปุณฑริกสูตร

 

 

 

            พระสูตรในกลุ่มปุณฑริกะกล่าวถึงกฎแห่งเหตุผล  ๑๒  ประการ ได้แก่ปฏิจจสมุปบาท  กล่าวถึงปรากฏการณ์ทั้งหมดว่า เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง  แต่ว่ากฎคือปฏิจจสมุปบาทไม่เปลี่ยน  ปฏิจจสมุปบาทครอบคลุมนัยทั้งกายภาพและจิตภาพทั้งหมด  ปฏิจจสมุปบาทเที่ยง  ไม่เปลี่ยนแปลง 

 

          ในตัวสัตว์ทุกประเภทมี  ภูมิ ๑๐  หรือธาตุ ๑๐  รวมอยู่ด้วยกัน  เพราะฉะนั้นบางตอนจึงมีการพูดถึงอาณาจักร  ,๐๐๐ ใน ๑ จิต (Three Thousand  dreams  in  One–mind)  สาระคือทุกขณะจิตมนุษย์หมุนอยู่ในโลก  ในฝ่ายโลกิยะ    อย่างเริ่มตั้งแต่  นรก  เปรต  ดิรัจฉาน  อสุรกาย  มนุษย์  และสวรรค์  จิตมนุษย์จะหมุนอยู่ในโลกิยวิสัย ๖ ระดับนี้  บางขณะพยายามปรับให้อยู่เหนือโลกขึ้นไปอีก ๔ ระดับคือ  ระดับที่เป็นสาวก  ปัจเจกพุทธะ  พระโพธิสัตว์  สัมมาสัมพุทธะ  แต่ว่าหมุนแล้วไปไม่ถึงก็กลับมาหมุนในที่เดิม  ความมีกันและกันมีอยู่ในสัตว์ทุกชนิด  ไม่มีกำแพงกั้นระหว่างกัน

 

             เฉพาะในสัทธรรมปุณฑริกสูตร ข้อความบางตอนสะท้อนถึงอัธยาศัยอันยิ่งใหญ่  เรียกว่ามหัชฌาสัย  บอกว่าสัตว์หลากชนิดอยู่บนโลกใบเดียวกัน  เปรียบเหมือนกับพืชหลากชนิดบนโลกผืนเดียวกัน  ย่อมได้รับอานิสงส์จากเม็ดฝนทั่วถึงกัน

 

            ข้อความบางตอนสะท้อนมหากรุณา  (ความกรุณาอันยิ่งใหญ่พูดถึงว่า  คนชั่วทั้งหลายจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  สัตว์ทุกชนิดจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งหมด  ไม่มีมุมไหนในโลกที่พ้นจากกระแสแห่งความเมตตากรุณาของพระโพธิสัตว์  โดยเฉพาะพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์  บางแห่งพระอวโลกิเตศวรแสดงธรรมแก่สัตว์ในรูปของพระพุทธเจ้า  บางแห่งแสดงธรรมในรูปของโพธิสัตว์  บางแห่งแสดงธรรมในรูปพระปัจเจกพุทธเจ้า  บางแห่งแสดงธรรมในรูปของพระพรหม  มีอวตารปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง

 

            มีข้อความที่ชอบยกมาอ้างมากที่สุด  ซึ่งเป็นข้อความที่สะท้อนให้เห็นมหาอุบาย  ความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้วิธีการ  ไม่คำนึงถึงวิธีการมาก  แต่คำนึงถึงเป้าหมายเป็นหลัก คือ  ข้อความตอนที่ เศรษฐีหลอกให้ลูกออกมาจากบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้  ลูก    คนกำลังเล่นอยู่ในบ้านที่ถูกไฟไหม้  บอกลูกซึ่งลูกกำลังเพลินกับการเล่นให้ออกมาจากบ้าน  หลอกล่อว่า ถัาออกมาแล้วจะให้ของที่ดีกว่าที่กำลังเล่นอยู่  พอลูกออกมาแล้วกลับไม่ให้ตามสัญญา  ไปให้อีกอย่างหนึ่ง  ลูกที่เล่นอยู่ในบ้านที่กำลังไฟไหม้  เปรียบเหมือนสัตว์โลกที่กำลังเพลิดเพลินอยู่ในโลก เศรษฐีผู้เป็นพ่อเปรียบเหมือนพระโพธิสัตว์ในมหายาน เวลาสอนใช้อุบายหลอกล่ออย่างไรก็ได้  เพื่อให้พ้นไปจากโลกให้ได้  คือไม่ให้คำนึงถึงวิธีการมาก  เช่น เวลาเล่นฟุตบอล จะใช้อวัยวะส่วนใดก็ได้(ยกเว้นมือ) ทำให้ลูกบอลเข้าประตู 

 

             นิกเกียว  นิวาโนะ ผู้นำแห่งนิกายริชโชโคเซไก ทำวิจัยพระสูตรกลุ่มปุณฑริกะ  ใช้ชื่อเรื่องว่า  Buddhism  for  Today  วิเคราะห์พระสูตรกลุ่มปุณฑริกะ  เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เจตนารมณ์ทั้งหมดของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร  พุทธศาสนาที่ทันยุคทันสมัยมากที่สุดคือ  พุทธศาสนาที่ยึดสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นหลัก

 

             กลุ่มสัทธธรรมปุณฑริกสูตร  แต่งบทสวดว่า นัมเมียว  โฮะเร็ง  เงะเคียว ซึ่งดูเหมือนประสงค์จะแข่งกับนิกายสุขาวดีที่มีบทสวดว่า  “นะโม  อมิตาภะ พุทธายะพิจารณาดูข้อความที่กล่าวว่า เป็นพุทธศาสนาที่เหมาะกับโลกปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นจริงตามนั้น ไปดูสาระธรรมของนิกายนิจิเรนในญี่ปุ่นไม่ต้องพูดมาก  เน้นสวดมนต์เป็นหลัก  เพราะถ้าให้มีรายละเอียดของหลักการมาก  ศาสนิกที่เป็นคฤหัสห์ไม่มีเวลาอุทิศให้ในการศึกษาหลักการ จึงให้ศาสนิกปฏิบัติโดยประยุกต์ให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน 

 

 

          นิกายฮั่วเงี่ยมจง

 

               (ฮวาเหยน หรืออวตังสกะ) 

 

 

          นิกายนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้นประมาณ  .. ๑๐๐๐ มีพื้นฐานอยู่ที่อวตังสกสูตรหรือชื่อเต็มว่า พุทธาวตังสกมหาไพบูลยสูตร  ซึ่งมหายานถือว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระโพธิสัตว์ชั้นสูงในคราวตรัสรู้ใหม่ ๆ  ต่อมา ท่านอัศวโฆษได้เผยแผ่หลักธรรมในพระสูตรนี้ ภายใต้ชื่อคัมภีร์ใหม่ว่า มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์                 

 

          หลักธรรมสำคัญบางเรื่อง เช่น  เรื่องหลี (Li)  ว่าด้วยเรื่องโลกจริงแท้ (Noumenon  Absolute  Principle)  เรื่อง ชิ (Shih)  ว่าด้วยเรื่องโลกปรากฏการณ์(Phenomenon) ทั้งโลกจริงแท้และโลกปรากฏการณ์หรือสมมติสัจจะกับปรมัตถสัจจะแทรกอยู่ในกันและกัน เหมือนกับเวลาเราจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ  กรุงเทพฯ -เชียงใหม่  ข้อความบนตั๋วจะเขียนว่ากรุงเทพฯเชียงใหม่-กรุงเทพฯ”  คำว่าเชียงใหม่จะอยู่ตรงกลาง   โลกจริงแท้กับโลกปรากฏการณ์ก็เช่นกัน โลกปรากฏการณ์จะแทรกอยู่ในโลกจริงแท้ ดังนี้  โลกจริงแท้-โลกปรากฏการณ์-โลกจริงแท้

 

             ในยุคประมาณ พ..๒๑๔๗  ท่านฟ่าฉ่างแสดงธรรมแก่พระราชินีบูสีเทียน(บูเช็คเทียน ?)  อธิบายให้เห็นความจริงของแต่ละอย่างว่า  รวมหรือแทรกอยู่ในที่เดียวกัน ตัวอย่างเช่น  สิงโตที่ทำด้วยทองคำ  จะให้เรียกว่าอย่างไรระหว่างคำว่า  “สิงโตเป็นทองคำ หรือทองคำเป็นสิงโต”  เรียกอย่างไรจึงจะถูกต้องมากที่สุด  ในกรณีที่สิ่งของมีในกันและกันอย่างนี้

 

             โลกปรากฏการณ์เป็นช่องทางปรากฏตัวของโลกจริงแท้ เพียงแต่โลกจริงแท้มี หนึ่งเดียว  โลกปรากฏการณ์มีมากกว่า  แต่จริง ๆ แล้วก็คือทั้งหมดอยู่ในหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวอยู่ในทั้งหมด  (All  in  One, One  in  All)  แทรกอยู่ด้วยกัน   นิกายฮวาเหยนนิยมที่จะพูดเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียวของโลกธาตุ  เรื่องเอกสัตยธรรมธาตุ เรื่องเอกจิตของจักรวาล เรื่องลักษณะร่วม ๖ ประการของโลกธาตุ เป็นหลักการสำคัญของนิกาย เป็นการสะท้อนให้เห็นความจริงเกี่ยววัฏฏะ(วนหรือกลม) โลกธาตุหมุนวนอย่างนี้

 

 

 

          .   นิกายฮวบเซี่ยงจง

 

                (ธรรมลักษณ์  หรือวิชญาณวาทิน หรือโยคาจาร) 

 

 

          นิกายฮวบเซี่ยงจงหรือธรรมลักษณะได้รับอิทธิพลจากมหาสังฆิกะ สรวาสติวาทิน และเสาตรานติกะ ท่านอสังคะได้รวบรวมสารธรรมจากนิกายเหล่านี้มาปรุงขึ้นเป็นหลักธรรมของธรรมลักษณะ ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์บอกว่า ท่านโพธิรุจิและปรมัตถะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ในจีน ประมาณ พ.. ๑๑๐๐ สมณะเฮี่ยนจั๋งศึกษา มหายานสังคหะ  เข้าใจว่าศึกษาที่เมืองจีน ไม่จุใจจึงเดินทางไปศึกษาที่นาลันทากับท่านศีลภัทระ  ธรรมลักษณะเข้าไปในจีนแต่ไม่สามารถปรับตัวในเชิงปฏิบัติได้  ปัจจุบันในญี่ปุ่นก็เป็นนิกายเชิงวิชาการเหมือนกัน  ไม่ได้เป็น Living Buddhism เนื้อหาสาระในส่วนที่เป็นหลักการมันมากเหลือเกินที่นาลันทา  แต่พอเอาไปแล้วไม่สามารถทำให้เป็นวิถีชีวิตได้ (down  to  earth)  

          พระสูตรที่สำคัญของนิกาย เช่น สันธินิรโมจนสูตร ลังกาวตารสูตร  นอกจากนี้ยังมีศาสตร์สำคัญ เช่น โยคาจารภูมิศาสตร์ มหายานสัมปริคหศาสตร์ ทศภูมิกศาสตร์  หลักการสำคัญ เช่น เรื่องวิชญาณ ๘ โดยเฉพาะเรื่องกลิษฏมโนวิชญาณ(กิลิฏฐมโนวิชญาณ) อาลยวิชญาณ  พีชะในอาลยวิชญาณ  ธรรมลักษณะพูดเสมอว่าโลกนี้เป็นแต่เพียงการแสดงตัวออกมาของจิต  โลกของวัตถุเกิดมาจากพีชะที่รวมตัวกัน เรียกว่า ปฐวีพีชะ อาโปพีชะ เตโชพีชะ และวาโยพีชะ ส่วนโลกของนามธรรมอยู่ในลักษณะเป็นกุศลพีชะ อกุศลพีชะ และอัพยากตพีชะ  ทั้งหมดเป็นเชื้อที่บรรจุอยู่ในอาลยวิชญาณ

 

 

          นิกายมิกจง

 

               (ตันตระ, หรือมันตระ หรือคุยหยาน)    

 

          ตำนานบอกว่า พระไวโรจนพุทธะเป็นผู้แสดงหลักของตันตระ(มันตระ) ต่อมาวัชรสัตว์ได้รวบรวมเก็บไว้ในเจดีย์เหล็กในบริเวณอินเดียตอนใต้  ต่อมานาคารชุนนำออกมาประกาศแก่ชาวโลก โดยถ่ายทอดแก่ท่านนาคโพธิก่อน นาคโพธิถ่ายทอดต่อแก่ศุภกรสิงหะและวัชรโพธิ  ท่านศุภกรสิงหะนี่เองนำตันตรยานมาเผยแผ่ในประเทศจีน ประมาณ พ.. ๑๒๐๐

          ตันตระนี้ มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อคือ  มันตระ  วัชระ  สหชะ หรือคุยหยาน คำว่า  ตันตระ  แปลว่า  ระเบียบ หรืเส้นด้าย  เพราะเป็นนิกายที่มีระเบียบแบบแผน  มีระเบียบที่ชัดเจนเคร่งครัดในการปฏิบัติ  เมื่อปฏิบัติจนมีพัฒนาการทางจิตสูงส่งแล้ว  สามารถเอาเพศตรงกันข้ามาร่วมในภาคปฏิบัติเพื่อเป็นปัจจัยเร่งให้บรรลุเร็วขึ้น

          การเอาเพศตรงข้ามมาเป็นตัวเร่งให้บรรลุธรรมเร็วขึ้น  ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าเป็นพวกนอกรีต เป็นการเอาแนวคิดแบบฮินดูตันตระมาผสม  บางกลุ่มถึงกับบอกว่าโพธิจิตฝังอยู่ในน้ำอสุจิ  พวกตันตระบอกว่า กรุณาเป็นสัญลักษณ์เพศชายสะท้อนภาพออกมาเป็นพระโพธิสัตว์  ปัญญาเป็นสัญลักษณ์ของเพศหญิง จะเห็นว่ามหายานแบบตันตระ นิยมที่จะสร้างรูปพระโพธิสัตว์คู่กับศักติ (Consort) รวมอยู่ด้วย

 

          คำว่า มันตระ   เพราะนิยมท่องมนต์  หรือมันตระที่อยู่ในรูปของธารณี เช่น มหากรุณาธารณี  หรือโอม มณี ปัทเม หูม  มันตระเหล่านี้เป็นพยานศักดิ์สิทธิ์  เวลาเปล่งออกมาแต่ละอย่าง  ภาษาของพระเป็นวรรณคดี มีการจัดระบบตัวอักษรเพื่อให้กระตุ้นประสาทภายในตัวคนให้ตื่นตัว ปลุกระบบประสาท  มีนัยแฝงอยู่ว่าคำนี้ต้องไว้ตรงนี้  เวลาพูดออกไป  มันจะไปกระตุ้นกลไกการทำงานของร่างกาย  อักษรทุกตัวจะเป็นตัวกระตุ้นกลไกการทำงานของร่างกาย

 

          คำว่า วัชระ   เพราะมีสัญลักษณ์สำคัญคือ  สายฟ้าเพชร  เรียกว่าตรีศูลวัชระ แปลว่า เพชร เป็นคำที่ใช้เรียกอันติมสัจจะ(Ultimate Reality) ที่มีลักษณะเหมือนเพชร ไม่มีใครแบ่งแยกได้ อาจวิเคราะห์ได้ว่า วัชระกับศูนยตา มีลักษณะเหมือนกัน บรรดาสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ความว่าง(ศูนยตา)เท่านั้นมั่นคง แบ่งแยกไม่ได้ เผาทำลายไม่ได้ ลักษณะอย่างนี้เหมือนกับวัชระ การบรรลุวัชระก็คือการบรรลุธรรมชาติอันเป็นศูนยะแห่งสิ่งทั้งปวง เป็นสภาวะอยู่เหนือทวิภาวะ  อยู่เหนือความแตกต่างระหว่างจิตซึ่งเป็นผู้รับรู้กับวัตถุซึ่งถูกรับรู้  “วัชระ”  คือ  “มณี”   ในมันตระ หมายถึงวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นฐานแห่งปรากฏการณ์ทั้งปวง วัชรภาวะ สร้างวัชรกายซึ่งเป็นกายที่ ๔ นอกเหนือจากนิรมาณกาย สัมโภคกาย และธรรมกาย เป็นที่รวมของศูนยตาและกรุณารวมทั้งวิญญาณบริสุทธิ์ กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ปรัชโยบายกับวิญญาณบริสุทธิ์

 

          คำว่า สหัชชะ แปลว่า เกิดร่วมกัน หมายถึงการเกิดร่วมกันแห่งปรัชญากับกรุณา การคลุกเคล้ากันระหว่างปรัชญากับกรุณา  เป็นจุดที่ลักษณะแห่งจิตที่เป็นบวกและลบถูกกำจัดทิ้งไป  จิตบริสุทธิ์ปลอดจากความเป็นและความไม่เป็น

 

            อีกนัยหนึ่ง สหชะ หมายถึงภาวะสูงสุดที่เป็นจุดร่วมของสรรพสิ่ง ความหลากหลายบนโลกนี้ ในระดับโลกิยะก็มีภาวะที่เป็นจุดร่วมกันอยู่ ในระดับโลกุตตระ เมื่อพัฒนาถึงขีดสูงสุดแล้ว ย่อมเบนเข้าหากันทั้งหมด มีจุดร่วมเป็นหนึ่งเดียว  ถามว่า ความหลากหลายแตกดับไปใช่หรือไม่ ?”  ความหลากหลายไม่ได้แตกดับ แต่หลอมรวมเข้าไปสู่จุดเดียวกัน

          ภาพแบบ Living Buddhism(พระพุทธศาสนาที่มีการถือปฏิบัติ)ของตันตระ ถ้าจะดูให้ไปดูที่ทิเบต เป็นพระพุทธศาสนาแบบทิเบต ภาพแบบ Living Buddhism  ในจีนคงไม่มี ในญี่ปุ่นก็คงหาดูยาก ในญี่ปุ่นเรียกนิกายนี้ว่า  “ชินง่อน”  ในทิเบตมีพิธีสำคัญเรียกว่า กาลจักร  เป็นพิธีใหญ่โอฬารมาก

 

          มีระบบการถ่ายทอดคำสอนด้วยวิธีการ อภิเษก ผ่านจากอาจารย์สู่ศิษย์ จะเรียนด้วยตัวเองมิได้ ต้องได้รับการอภิเษกจากอาจารย์อย่างนี้  ความรู้สูงสุดคือ การรู้แจ้งในจิตของตน  มีสรรเพชรดาญาณคือความรู้ชัดว่าจิตของตนแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่มีการเกิดดับ รู้ชัดอย่างนี้ก็จักบรรลุพุทธภูมิ

 

 

          .   นิกายเจ้งโท้จง (สุขาวดี)

 

 

              โท้จงมีพื้นฐานอยู่บนจุลสุขาวดีวยุหสูตร มหาสุขาวดีวยุหสูตร และสุขาวดีธยานสูตร วัตถุประสงค์แห่งการแต่งพระสูตรกลุ่มนี้ วิเคราะห์สรุปได้ ๔ ประเด็น ดังนี้

 

                    () เพื่อสะท้อนวิถีแห่งศรัทธาให้โดดเด่นเหนือวิถีแห่งปัญญา

 

                    () เพื่อเชิดชูบทบาทของโพธิสัตว์ให้เหนือพระพุทธสาวก  เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นต้น

 

                    () เพื่อปลุกเร้าคนที่มีข้อจำกัดทางกายภาพและจิตภาพให้มีความหวังอยู่เสมอ

                    () เพื่อสะท้อนให้เห็นกระแสเทวนิยมแห่งพระพุทธศาสนาที่มีลักษณะแตกต่างจากเทวนิยมทั่วไป กล่าวคือ เทวนิยมทั่วไปมีลักษณะเป็นจากฟ้าลงสู่ดิน(Top-Down) ส่วนเทวนิยมแห่งสุขาวดีมีลักษณะเป็นจากดินสู่ฟ้า(Bottom-Up)

 

            ในสมัยราชวงศ์ชินตะวันออก(..๘๖๐๙๖๓พระสงฆ์ในจีนจำนวนมากถือนิกายสุขาวดี เช่น ท่านชิตุน(Chih Tun) ท่านฮุยหยวน โดยเฉพาะท่านฮุยหยวนนี้ได้รับยกย่องให้เป็นสังฆนายกรูปแรกของสุขาวดีในจีน

 

            ..๑๐๑๙๑๐๘๕ เป็นยุคที่เต๋ารุ่งเรือง ลัทธิเวทย์มนตร์ก็รุ่งเรือง พระจีนหลายรูปนิยมศึกษาหลักคำสอนของเต๋าและลัทธิเวทย์มนตร์ ท่านตันหลวนซึ่งเป็นอาจารย์แห่งสุขาวดี ครั้งหนึ่งเดินทางไปศึกษา อมตสูตร จากอาจารย์เต๋า ในดินแดนทางใต้ ขณะเดินทางกลับถิ่นเดิม ได้พบกับท่านโพธิรุจิ มีโอกาสได้ศึกษาหลักธรรม จึงพบว่า ในพระพุทธศาสนามีพระสูตรจำนวนมากที่จะทำให้ชีวิตเป็นอมตะ ตันหลวนละทิ้งหลักคำสอนเต๋าโดยสิ้นเชิง

 

            ..๑๐๗๓๑๐๘๓ มีการสร้างรูปพระอมิตาภะและอวโลกิเตศวรมาก ปัจจัยที่เกื้อหนุนแก่การเผยแผ่สุขาวดีคือ กลุ่มนักศิลปะ นักวาดเขียน และนักจินตกวีในยุคนั้นเอง

 

 

          .   นิกายเซี้ยงจง (ธยาน, หรือฌาน)

 

 

             นับแต่พระอันชิเกานำหินยานมาเผยแผ่ในจีน และปรับตัวเปลี่ยนสภาพเป็นเซี้ยงจงหรือฌานในสมัยต่อมา มีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่างที่ทำให้ฌานรุ่งเรือง  แม้แต่ท่านเตาอันและฮุยหยวนแห่งสุขาวดีก็ยังปฏิบัติฌาน

 

             จุดเปลี่ยนแห่งนิกายฌานคือยุคของท่านฮุยเน้ง(ฌานฝ่ายใต้) และท่านเชนหุย(ฌานฝ่ายเหนือ) โดยเฉพาะฌานฝ่ายใต้ของท่านฮุยเน้ง ถือเป็นฌานใหม่ นโยบายมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการสร้างพระพุทธรูปและรูปโพธิสัตว์(Iconoclastic) ต่อต้านคัมภีร์และพิธีกรรม

 

            ในสมัยราชวงศ์ถัง (..๑๑๖๑๑๔๕๐มีการตั้งนิกายฌานขึ้น ๕ นิกาย คือ ()ลินชิ-รินไซ ()เซ้าทง-โซโตะ ()ไกวยัง ()ยุนเหมิน ()ฟาเหย็น

 

 

 

          นิกายฌานถูกสังคมจีนวิพากษ์พอสมควร โดยเฉพาะในประเด็นเหล่านี้

                    () การที่ฌานต้องการให้คนปลีกตัวอยู่คนเดียว นั่งเข้าฌาน เพ่งด้านใน รวมทุกอย่างเป็นหนึ่งในตน จะไม่ก่อให้เกิดแนวคิดเอกภาวะเฉพาะตัวหรือแนวคิดเห็นแก่ตัวหรือ ?

                    () คำกล่าวที่ว่าให้ฆ่าทุกคนที่พบ พบพระอรหันต์ พระสังฆนายก หรือแม้กระทั่งพระพุทธเจ้า ให้ฆ่าเสียนั้น มีนัยสำคัญอย่างไร ?

                    () อะไรคือวัตถุประสงค์แห่งวิธีการแบบกุงอาน(โกอาน) เช่น อะไรคือเสียงที่เกิดจากการตบมือข้างเดียว ? จะเอาห่านออกจากขวดโดยไม่ทำลายขวด จะทำได้อย่างไร ?

                    () แนวทางที่กระตุ้นให้คิดเพื่อหักมุมกระแสจิต อันจะนำไปสู่การตรัสรู้(ซาโตริ) ในที่สุดจะไม่กลายเป็นกระบวนตรรกะเชิงตบตาหรือ ?

          การแสดงทรรศนะมีนัยเชิงสุดโต่งในบางเรื่อง ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นพวกปฏิเสธนิยมหรือไม่ ? เป็นพวกจินตนาการนิยมหรือไม่ ? แท้ที่จริงแล้วทำได้หรือไม่ ? เช่น เรื่อง การไม่ใช่คำพูดและตัวหนังสือ การสื่อความด้วยประโยคที่ดูเหมือนไร้ความหมาย(โกอานและมอนโด) การไม่ถือรูปแบบโดยสิ้นเชิง ถามว่ากรอบในการพัฒนาตนคืออะไร ?”

 

           จุดเด่นของฌานคือการเน้นนโยบายตรัสรู้โดยฉับพลัน ฌานฝ่ายใต้นำแนวทางนี้มาใช้ และถูกต่อต้านโดยกลุ่มชาวพุทธด้วยกันเอง เช่น นิกายเทียนไท้ ในที่สุด ตั้งแต่ประมาณ พ.. ๑๒๐๐ เป็นต้นมา ชาวจีนก็มีท่าทีเปลี่ยนไป

 

            ในตอนเริ่มต้น ชาวจีนนับถือพระพุทธศาสนาแบบอินเดีย หลังจาก พ..๑๒๐๐ ชาวจีนประยุกต์พระพุทธศาสนาให้เป็นแบบจีน  ภาพสะท้อนให้เห็นว่าชาวจีนมีวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ด้านศาสนา คือ วิธีการตรัสรู้โดยฉับพลันนี่เอง

 

            ในช่วง พ..๑๑๖๘๑๒๐๐ แห่งราชวงศ์ถัง นับเป็นเวลา ๑๓๐ ปีที่บ้านเมืองสงบร่มเย็นเพราะนิกายฌาน ชาวบ้านไม่ต้องฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขัดแย้งเชิงศาสนา  ประมาณ พ..๑๓๐๐ วัฒนธรรมด้านศาสนา ศิลปะ และวรรณคดีในจีนรุ่งเรืองสูงสุด

 

 

          ฌาน(เซน) กับเต๋า

 

         

 

          แนวคิดของฌานกับเต๋ากลมกลืนกันมาก บางครั้งแบ่งแยกไม่ถูกว่าข้อไหนเป็นของฌาน ข้อไหนเป็นของเต๋า การเน้นความเรียบง่ายของฌาน คล้ายคลึงกับวิธีการของเต๋า

 

            ฌานเห็นว่า สาระแห่งพุทธะปรากฏอยู่ในทุกคน และทุกคนพบว่าตัวเองอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เต๋าสอนอยู่ ทั้งฌานและเต๋าต่างเน้นวิธีการที่ไม่พูดมาก  ฌานสอนว่า สัจจะแสดงออกไม่ได้ด้วยคำพูดและตัวอักษร ในขณะที่เต๋าก็สอนว่า ผู้รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้ คำสอนทั้ง ๒ ประโยคสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าที่ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ว่า ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีจริง ต้องอาบัติปาราชิก”(ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔) และว่าภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่คนที่ไม่เป็นพระภิกษุ(อนุปสัมบัน) ต้องปาจิตตีย์ ยกเว้นพระเจ้าหน้าที่

 

           หลักประจำใจของฌานข้อที่ว่า

 

                             ถ่ายทอดพิเศษนอกเหนือคัมภีร์

 

                             ไม่อาศัยคำพูดและตัวหนังสือ

 

                             ชี้ตรงไปยังจิตของมนุษย์

 

                             เห็นแจ้งในธรรมชาติของตน

 

           หลักการนี้ตรงกับหลักของเต๋าที่ว่าเต๋าที่อธิบายได้ มิใช่เต๋าอันอมตะ ชื่อที่ตั้งให้กัน มิใช่ชื่ออันสูงส่งความเหมือนกันของหลักทั้งหมดดังกล่าว ไม่ใช่ประเด็นที่น่าสงสัย เมื่อมีบทสรุปที่ว่าฌานเป็นผลจากการประสานรวมกันระหว่างเต๋า พุทธ และขงจื้อภาพของขงจื้อเห็นได้จากแบบแผนการปฏิบัติเข้มงวดในอารามและพิธีกรรมของฌาน  พิธีกรรมและข้อปฏิบัติบางอย่างของขงจื้อที่สูญหายไปนับแต่สิ้นขงจื้อ กลับมารุ่งเรืองขึ้นอีกในวัดฌาน

 

           หลักธรรมที่ลึกซึ้งทั้งหมดของเต๋า ได้หลอมรวมกับฌาน จึงมีคำกล่าวว่าเพชรอินเดียหลอมรวมกับเพชรจีน”  พระพุทธศาสนาคือภาพสะท้อนจิตใจของอินเดีย ซึ่งพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ในขณะที่จิตใจแบบจีนติดอยู่กับดิน  ฌานคือวิถีชีวิต เพราะในการปฏิบัติมุ่งที่ลมหายใจ(ปราณ คือลมหายใจ หรือชีวิต) เหมือนกับเต๋าซึ่งหมายถึงมรรคา

 

 

          สภาพปัจจุบัน

 

 

          การปฏิวัติจีนใน พ..๒๔๕๔ ทำให้ราชวงศ์แมนจูสิ้นสุดลง ล้มล้างระบบจักรพรรดิ ตั้งระบบสาธารณรัฐขึ้นมาแทน นับแต่นั้นมา องค์กรสงฆ์ในประเทศจีนก็ประสบปัญหาเรื่อยมา พ..๒๔๗๒ พระภิกษุจีนชื่อไตชูจัดตั้งสมาคมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนขึ้นที่เมืองนานกิง เพื่อรักษาสถานะของพระพุทธศาสนา  ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ระหว่าง พ..๒๕๐๘๒๕๑๘ วัดและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนาถูกทำลายไปและองค์กรสงฆ์อ่อนแอจนยากที่จะเยียวยา

 

          คุณอรุณ  เวสสุวรรณ เดินทางไปจีนเมื่อ  .. ๒๕๒๙ เขียนหนังสือเล่าเหตุการณ์พุทธศาสนาในจีน  บอกว่า  .. ๒๔๙๖  ชาวจีนที่เป็นคฤหัสถ์รวมตัวตั้งสมาคมพุทธศาสนา  เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนา  เพราะพระถูกจำกัดสิทธิ  เป็นแค่คนงานไปแล้ว  เป็นกาฝากหรือพยาธิที่เกาะกินสังคม ชาวบ้านเลยตั้งพุทธสมาคมขึ้นมา และรวบรวมข้อมูลว่า สมัยที่การปฏิวัติวัฒนธรรมยังไม่รุนแรง มีการสำรวจสัมมโนประชากรพบว่า มีพระอยู่ประมาณ  ๑๕๐,๐๐๐ รูป มีชาวพุทธอยู่ประมาณ  ๑๐๐  ล้านคน  แต่พอเหมาเจ๋อตงปฏิวัติวัฒนธรรม  ข้อมูลบอกว่า  วัดถูกทำลายไป  ๑๓๐,๐๐๐  วัด  เหลือ  ,๐๐๐  วัด  เก็บไว้เป็นที่กักกันพระสงฆ์

 

            จีนใหม่สมัยเหมาเจ๋อตุงประกาศปฏิวัติทางวัฒนธรรม  สั่งประหารความคิดเก่า  วัฒนธรรมเก่า  ประเพณีเก่า  และนิสัยเก่า  พระพุทธศาสนาทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม  ถูกทำลายย่อยยับไม่เหลือ  ท่านโจเอินไหลและเติ้งเสี่ยวผิงเป็นคนทัดทานไว้  มรดกทางวัฒนธรรมจึงเหลืออยู่บ้าง  โจเอินไหลเหมือนไม้กันผีหรือไม้กันสุนัข ไปเยี่ยมชมวัดไหนก็บันทึกไว้  ไปปลูกต้นโพธิเป็นสัญญลักษณ์ว่า  โจเอินไหลมาเยี่ยมวัดนี้แล้ว  อุปถัมภ์วัดนี้ ใครจะทำลายไม่ได้

 

            ปี พ..๒๕๒๙  คุณอรุณ เวสสุวรรณเดินทางไปที่มณฑลกวางเจา  สัมภาษณ์ไต้ซือชื่อ  กวงหมิง แห่งวัดหริงโหรง  ไต้ซือบอกว่า  ปัจจุบันวัดที่มีพระภิกษุอาศัยอยู่มีเพียง  ๒๐๐  กว่าวัด  นอกนั้นเป็นวัดร้าง  เป็นโบราณสถาน  แม้พระภิกษุจะอยู่ในวัดก็มีหน้าที่ดูแลโบราณสถาน  ดำรงชีพได้ด้วยเงินที่มีคนบำรุงวัด  ศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในชีวิตประจำวันน้อยมาก  กิจกรรมการฟังธรรมแทบไม่มีปรากฏให้เห็น การฟังธรรมหาคนสนใจไม่ได้เลย 

          ประเทศจีนมีพื้นที่ทั้งหมด  ,๕๙๖,๙๖๐  ตารางกิโลเมตร  ข้อมูลใน พ..๒๕๔๔ บอกว่า มีประชากร  ,๒๗๓,๑๑๑,๒๙๐  คน  แบ่งเป็นเชื้อชาติฮั่นประมาณ ๙๑.  เปอร์เซนต์   ที่เหลือประมาณ ๘.๑ เปอร์เซนต์ เป็นคนเชื้อชาติอื่น  ส่วนมากนับถือลัทธิเต๋า  รองลงมาก็เป็นพระพุทธศาสนา มีชาวพุทธอยู่ประมาณ ๑๐๒,๐๐๐,๐๐๐ คน จีนเป็นประเทศที่มีชาวพุทธมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก(อันดับสองคือญี่ปุ่น อันดับสามคือไทย)แต่อยู่ในลักษณ์ะผสมผสาน  นับถืออิสลามประมาณ ๓ เปอร์เซนต์ นับถือคริสตศาสนาประมาณ ๑  เปอร์เซนต์

 

          ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่นับถือลัทธิเต๋าในประเทศจีนยังคลาดเคลื่อนอยู่มาก เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๔  มีการจัดอันดับศาสนิกของศาสนาต่าง ๆ ไม่มีการระบุลัทธิเต๋า บอกแต่เพียงว่า ผู้ที่นับถือศาสนาดั้งเดิมของจีน มี ๒๒๐,๐๐๐,๐๐๐ คน ถามว่า เพราะเหตุไร ข้อมูลเกี่ยวกับผู้นับถือศาสนาในเมืองจีนจึงไม่ชัดเจน ?” มีข้อเท็จจริงอยู่ ๒ ส่วนที่น่าจะกล่าวถึง 

 

          ส่วนที่  ๑  ธรรมชาติของคนจีนน่าจะเหมือนกับคนญี่ปุ่นในด้านการนับถือศาสนา คนญี่ปุ่นนิยมนับถือ ๒ ศาสนาในขณะเดียวกัน คือ ชินโตและพระพุทธศาสนา  คนจีนน่าจะมีลักษณะพิเศษมากกว่านั้น อาจจะนับถือ ๓ หรือ ๔ ศาสนาในขณะเดียวกัน คือ เต๋า พุทธ ขงจื้อ และธรรมชาตินิยม  เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องยากที่จะระบุชัดเจนว่าแต่ละคนนับถือศาสนาอะไร

 

          ส่วนที่    วิถีชีวิตของชาวจีนที่เกี่ยวกับศาสนาได้ขาดตอนไปประมาณ ๑๐๐ ปี  ..๒๔๖๗ ตะกากุสุ ชาวญี่ปุ่นได้เข้ามารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกจีน แสดงให้เห็นว่าชาวจีนอาจมีปัญหาด้านกำลังคนที่จะทำงานด้านนี้ในยุคนั้นหรือก่อนยุคนั้น ประมาณ พ..๒๔๙๐ วิถีชีวิตของชาวจีนกับศาสนาถูกกันให้ห่างเหินกันมากขึ้น  เพราะฉะนั้น ภาพของวิถีชีวิตจีนจึงไม่มีร่องรอยของศาสนาใดศาสนาหนึ่งชัดเจน แต่ก็จะมีลักษณะร่วมระหว่างเต๋า พุทธ ขงจื้อ ชาวจีนรุ่นใหม่อาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีศาสนาอะไรบ้างที่นับถือกันหรือเคยมีการนับถือกันในเมืองจีน



เข้าอ่าน : 32724

บทความธรรมะ 5 อันดับล่าสุด
      พิธีขอบรรพชาอุปสมบท (แบบอุกาสะ)
      พระพุทธศาสนากับมังสวิรัติ : ท่าทีและแนวปฏิบัติ
      สถานภาพของแม่ชี : กรณีศึกษาแม่ชีวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพ
      พระวินัย : กฎเกณฑ์และคุณค่าทางสังคม
Copyright © 2010 Until Now!! WatPaknam.ORG. All rights Reserved.